Industrial

บริการก่อสร้าง Cleanroom — ห้องคลีนรูม GMP / ISO Class

บริการออกแบบและก่อสร้างห้องคลีนรูม (Cleanroom) ระดับ ISO Class 5-8 ในนิคมอุตสาหกรรมและ EEC สำหรับอุตสาหกรรมยา เครื่องสำอาง อุปกรณ์ทางการแพทย์ และอุตสาหกรรมอาหาร

บันทึกเพื่อการตัดสินใจ (Decision Memo) — สำหรับผู้บริหารและผู้ตัดสินใจ

สำหรับใคร: ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรม ยา อุปกรณ์ทางการแพทย์ อิเล็กทรอนิกส์ และอาหารที่ต้องการห้องคลีนรูม (Cleanroom) ระดับ ISO 5–8

ผลลัพธ์ที่ได้: ห้องคลีนรูมที่ผ่าน ISO 14644 และมาตรฐาน GMP มี HVAC ที่ผ่านการทวนสอบ (Validated) และระบบเฝ้าติดตาม (Monitoring System) ที่รองรับการตรวจสอบ

กรอบการลงทุน: รูปแบบการว่าจ้าง (Service Engagement) แบบออกแบบและก่อสร้างโดยทีมเดียว (Design-Build) — งบประมาณขึ้นกับระดับความสะอาด (Cleanliness Class) และขนาด

ระยะเวลาโดยประมาณ: การสำรวจความต้องการ (Discovery) 4–6 สัปดาห์ · การพัฒนาแบบ (Design Development) 10–16 สัปดาห์ · งานก่อสร้าง (Construction) 6–12 เดือน

บริการก่อสร้างคลีนรูมของ Queen Enterprise

อุตสาหกรรมยา เครื่องสำอาง อาหารแปรรูป อุปกรณ์ทางการแพทย์ และเซมิคอนดักเตอร์ในประเทศไทยกำลังเข้าสู่ยุคที่ลูกค้าระดับสากลต้องการตรวจประเมิน (Audit) ตามมาตรฐาน ISO Class และ GMP อย่างเคร่งครัด บริการก่อสร้างคลีนรูมของ Queen Enterprise จึงไม่ใช่บริการก่อสร้างห้องตามแบบทั่วไป แต่คือบริการออกแบบและก่อสร้างโดยทีมเดียว (Design-Build) ที่ออกแบบทั้งรูปแบบการไหลของอากาศ ลำดับความดันระหว่างห้อง วัสดุที่ทำความสะอาดได้ และการบูรณาการกับระบบการผลิตให้พื้นที่ผ่านการตรวจประเมินของลูกค้าได้ตั้งแต่ขั้นเปิดดำเนินงาน

งานออกแบบและก่อสร้างอาคารอุตสาหกรรมโดยทีมเดียว (Industrial Design-Build) ของ Queen Enterprise ยึดมาตรฐานงานเดียวกับงานอาคารทุกประเภทของเรา ซึ่งวัดจากความแม่นยำของงานก่อสร้าง ความสอดคล้องระหว่างแบบกับงานจริง และความครบถ้วนของเอกสารที่ตรวจสอบย้อนกลับได้ ในงานอุตสาหกรรม คุณภาพไม่ได้วัดจากการตกแต่ง แต่วัดจากค่าความคลาดเคลื่อน (Tolerance) ของงานโครงสร้างและงานพื้นในระดับมิลลิเมตร งานระบบที่ผ่านการทดสอบก่อนส่งมอบ (Commissioning) ทุกจุด และการส่งมอบที่ผ่านการตรวจประเมิน (Audit) ของลูกค้าได้ตั้งแต่รอบแรก

ผู้ประกอบการที่ทำงานกับเรามักเข้าใจว่าคลีนรูมที่ดีต้องเริ่มจากการเข้าใจกระบวนการผลิต (Process) ของผลิตภัณฑ์และมาตรฐานเฉพาะของลูกค้าเป้าหมาย ที่ Queen Enterprise เราทำงานในมุมมองของผู้ผลิต — เริ่มจากกระบวนการผลิต (Production Process) มาตรฐานระดับความสะอาด (Class) ที่ลูกค้ากำหนด อัตราการหมุนเวียนอากาศ (Air Change Rate) และตัวชี้วัดของการทวนสอบ (Validation) ที่ตั้งไว้ แล้วถอยกลับมาออกแบบคลีนรูมที่ตอบโจทย์เหล่านี้

“คลีนรูมที่ผ่านการตรวจประเมินในรอบแรก ไม่ใช่ห้องที่ก่อสร้างหรูที่สุด แต่คือห้องที่ออกแบบจากความเข้าใจมาตรฐานเฉพาะของอุตสาหกรรม”
— หลักการออกแบบคลีนรูม (Cleanroom Design) ของ Queen Enterprise

ปัญหาที่ผู้ผลิตมักเผชิญในการก่อสร้างคลีนรูม

ในการสนทนากับผู้ผลิตที่กำลังเปิดสายการผลิตในคลีนรูม ทีมงานของเราพบว่าประเด็นที่ชี้ขาดการผ่านการตรวจประเมิน มักถูกตัดสินไปแล้วตั้งแต่ขั้นเลือกวัสดุและขั้นคำนวณโหลด ประเด็นแรกคือการเลือกวัสดุที่ไม่ตรงตามมาตรฐานของอุตสาหกรรม เพราะวัสดุของผนัง พื้น และฝ้าเพดานต้องผ่านมาตรฐานเฉพาะของแต่ละอุตสาหกรรม เช่น ผนังแซนด์วิชแพเนล (Sandwich Panel) ที่ไม่ปล่อยอนุภาค (Particle) และวัสดุพื้นที่ทนต่อการล้างด้วยสารฆ่าเชื้อในความถี่สูง การเลือกวัสดุผิดตั้งแต่ต้นจึงไม่ใช่ปัญหาเฉพาะจุด แต่ทำให้ต้องรื้อเปลี่ยนวัสดุใหม่ทั้งระบบในภายหลัง ประเด็นที่สองคือการไม่ประเมินผลกระทบของภาระของระบบปรับอากาศ (HVAC Load) ต่อค่าพลังงานในระยะยาว เนื่องจากห้องที่ต้องการความสะอาดระดับสูงซึ่งมีตัวเลขชั้น ISO ต่ำ ใช้พลังงานมากกว่าในการรักษาอัตราการหมุนเวียนอากาศ โดยค่าพลังงานต่อปีของห้อง ISO 5 อาจสูงถึงสามถึงห้าเท่าของห้อง ISO 8 การออกแบบที่คำนึงถึงการนำความร้อนกลับมาใช้ (Energy Recovery) และระบบควบคุมที่ปรับภาระโหลด (Load) ตามแผนการผลิต (Production Schedule) จึงลดต้นทุนการดำเนินงานในระยะหลายปี

ประเด็นที่สามคือการคำนวณอัตราการหมุนเวียนอากาศ (Air Change Rate) ที่ไม่ตรงกับระดับความสะอาด (Class) ซึ่งเป็นตัวเลขที่แตกต่างกันมากในแต่ละชั้น ตั้งแต่ Class 100,000 (ISO 8) ที่ต้องการ 5–20 ACH ไปจนถึง Class 100 (ISO 5) ที่ต้องการ 240–480 ACH การคำนวณที่ผิดทำให้ห้องไม่ผ่านการทวนสอบ ซึ่งเป็นผลที่ปรากฏเมื่องานติดตั้งเสร็จแล้วและแก้ไขได้ยากที่สุด ประเด็นที่สี่คือการไม่จัดการลำดับความดัน (Pressure Cascade) ระหว่างห้อง เพราะการจัดความดันระหว่างห้องที่ระดับความสะอาดต่างกัน คือกลไกที่ป้องกันการปนเปื้อนข้าม (Cross-contamination) การออกแบบที่ไม่ได้คำนวณลำดับความดันระหว่างห้องตั้งแต่ขั้นต้น จึงทำให้พื้นที่ไม่ผ่านการทดสอบ แม้งานวัสดุและงานติดตั้งจะเรียบร้อยทุกจุด

ประเด็นที่ห้าคือการไม่เผื่อพื้นที่สำหรับอุปกรณ์การทวนสอบ (Validation Equipment) เนื่องจากการทวนสอบของคลีนรูมต้องใช้อุปกรณ์เฉพาะ เช่น เครื่องนับอนุภาค (Particle Counter) เกจวัดความดันต่าง (Differential Pressure Gauge) และเครื่องวัดความเร็วลม (Air Velocity Meter) ที่ต้องเข้าถึงได้ทุกพื้นที่ การออกแบบโดยไม่เผื่อจุดติดตั้งอุปกรณ์เหล่านี้ ทำให้การทวนสอบใช้เวลานานและต้องปรับปรุงในขั้นปลาย ประเด็นสุดท้ายคือการละเลยมาตรฐานการสอบกลับของวัสดุ (Material Traceability) ของวัสดุก่อสร้าง เพราะลูกค้าระดับสากลในอุตสาหกรรมยา เครื่องสำอาง และอุปกรณ์ทางการแพทย์ ต้องการเอกสารรับรอง (Certificate) ของวัสดุก่อสร้างทุกชิ้น ตั้งแต่ผนังแซนด์วิชแพเนลจนถึงสีเคลือบ การไม่เก็บเอกสารตั้งแต่ขั้นต้นจึงทำให้ไม่สามารถพิสูจน์การสอบกลับได้ (Traceability) ในขั้นการตรวจประเมิน แม้วัสดุที่ใช้จริงจะผ่านมาตรฐานก็ตาม

ตัวแปรหลักของคลีนรูมที่ผ่านการตรวจประเมิน (Audit) ระดับสากล

คลีนรูมที่ผ่านการตรวจประเมินไม่ได้เริ่มจากแบบสถาปัตยกรรม แต่เริ่มจากตัวเลขที่กระบวนการผลิตเป็นผู้กำหนด เราจึงใช้กรอบตัวแปรหลักชุดเดียวกันในการออกแบบคลีนรูมทุกโครงการ ตัวแปรแรกคือ ISO Class และมาตรฐานจำนวนอนุภาค (Particle Count Standard) เพราะการกำหนดระดับความสะอาดของแต่ละห้องตามกระบวนการผลิตและข้อกำหนดของลูกค้า คือจุดเริ่มต้นของการออกแบบทุกองค์ประกอบที่ตามมา ตัวแปรที่สองคือรูปแบบการไหลของอากาศ (Air Flow Pattern) ซึ่งต้องเลือกระหว่างการไหลทิศทางเดียว (Unidirectional Flow) สำหรับพื้นที่ที่ต้องการความสะอาดระดับสูงอย่าง ISO 5 หรือสะอาดกว่า และการไหลแบบไม่เป็นทิศทางเดียว (Non-unidirectional Flow) สำหรับพื้นที่ระดับ ISO 7 ถึง ISO 8 การเลือกในขั้นนี้กำหนดทั้งคุณลักษณะของแผ่นกรองและระบบพัดลมของทั้งอาคาร

ตัวแปรที่สามคือลำดับความดันระหว่างห้อง (Pressure Cascade) ซึ่งคือการจัดความดันบวกและลบของแต่ละห้องตามกระบวนการผลิต เพื่อป้องกันการปนเปื้อนข้ามและให้ตรงตามมาตรฐาน GMP ตัวแปรที่สี่คือวัสดุและรายละเอียดติดตั้งที่ทำความสะอาดได้ ทั้งผนังแซนด์วิชแพเนลมาตรฐาน พื้นอีพ็อกซีและพียู (Epoxy/PU) ไร้รอยต่อ จุดเชื่อมต่อที่รอยต่อโค้งมน (Cove Base) และอุปกรณ์ที่ไม่กักเก็บฝุ่น ซึ่งทั้งหมดนี้ถูกกำหนดจากความถี่ในการทำความสะอาดของกระบวนการผลิตจริง ตัวแปรที่ห้าคือการทวนสอบ (Validation) และเอกสารประกอบ (Documentation) โดยทุกห้องผ่านการทวนสอบตามมาตรฐาน IQ/OQ/PQ และมีเอกสารพร้อมส่งให้ลูกค้าในวันตรวจประเมิน ไม่ใช่จัดทำย้อนหลังเมื่อลูกค้าแจ้งกำหนดเข้าตรวจแล้ว

ตัวแปรที่หกคือการออกแบบระบบสำรอง (Backup System) สำหรับช่วงหยุดเดินระบบ HVAC เพราะในขณะที่ระบบ HVAC ของคลีนรูมต้องบำรุงรักษาตามรอบ การมีเครื่องส่งลมเย็นสำรอง (Redundant AHU) หรือระบบสำรองพร้อมใช้ (Standby System) ทำให้พื้นที่ยังรักษามาตรฐานระดับความสะอาดได้โดยไม่ต้องหยุดการผลิต การคำนวณระบบสำรองที่เหมาะสมกับแผนการผลิตจึงเป็นเครื่องมือลดความเสี่ยงของการสูญเสียรายได้ ไม่ใช่รายการที่เผื่อไว้โดยไม่มีเหตุผลทางธุรกิจ ตัวแปรที่เจ็ดคือการวางผังเฟอร์นิเจอร์ภายในที่ลดการเกิดอนุภาค (Particle Generation) เนื่องจากเฟอร์นิเจอร์และอุปกรณ์ภายในคลีนรูมเป็นแหล่งของอนุภาคได้ การเลือกสเตนเลส (Stainless Steel) เกรด 304/316 ที่ผ่านมาตรฐานห้องคลีนรูม และการออกแบบให้ทำความสะอาดได้ทุกผิว จึงเป็นมาตรฐานที่ลดจำนวนอนุภาค (Particle Count) ของพื้นที่โดยตรง

ตัวแปรที่แปดคือการจัดการพนักงานเข้าและออก (Personnel Flow) เพราะพนักงานที่เข้าคลีนรูมต้องผ่านห้องเปลี่ยนชุดปลอดเชื้อ (Gowning Area) และห้องเป่าฝุ่น (Air Shower) ตามมาตรฐานของระดับความสะอาด การออกแบบเส้นทางพนักงานที่ป้องกันการนำอนุภาคเข้าพื้นที่สะอาด จึงเป็นองค์ประกอบที่ลูกค้าตรวจประเมินทุกครั้ง ตัวแปรที่เก้าคือการวางตำแหน่งของ AHU และระบบ HVAC ภายนอก เนื่องจากเครื่องส่งลมเย็น (Air Handling Unit) ของคลีนรูมต้องวางในตำแหน่งที่บำรุงรักษาได้สะดวก และไม่กระทบงานกันเสียง (Acoustic) ของพื้นที่สะอาด การออกแบบห้องเครื่องส่งลมเย็น (AHU Room) ที่แยกจากพื้นที่ห้องคลีนรูม และมีระบบเข้าถึงเฉพาะของช่างซ่อมบำรุง จึงลดการรบกวนการดำเนินงาน (Operation) ตัวแปรสุดท้ายคือช่องส่งผ่านอุปกรณ์ (Equipment Pass-through) และเส้นทางเคลื่อนย้ายวัสดุ (Material Flow) ซึ่งการออกแบบช่องส่งผ่านวัสดุ (Pass-through) ของวัตถุดิบและอุปกรณ์เข้าสู่คลีนรูม ต้องไม่ทำลายลำดับความดันระหว่างห้องและไม่ปนเปื้อนพื้นที่สะอาด ระบบตู้ส่งของผ่านผนัง (Pass Box) และห้องกันอากาศ (Air Lock) จึงออกแบบเฉพาะตามกระบวนการผลิตของแต่ละผู้ผลิต

รายละเอียดฝ้าแผ่นกรอง HEPA ช่องลมกลับ ผนังไร้รอยต่อ ประตูปิดสนิทและมุมพื้นโค้งมน แสดงการควบคุมอากาศและการทำความสะอาด

สี่ระดับของคลีนรูมที่เราทำงานด้วย

บริการก่อสร้างคลีนรูมของ Queen Enterprise แบ่งเป็นสี่ระดับตามข้อกำหนดของกระบวนการผลิต ระดับแรกคือ ISO 8 (Class 100,000) สำหรับอุตสาหกรรมเครื่องสำอาง บรรจุภัณฑ์อาหาร หรือชิ้นส่วนทั่วไปที่ต้องการความสะอาดระดับเริ่มต้น ซึ่งใช้อัตราการหมุนเวียนอากาศ 5–20 ACH ระดับที่สองคือ ISO 7 (Class 10,000) สำหรับการผลิตยาในขั้นทุติยภูมิ และอุปกรณ์ทางการแพทย์ ซึ่งใช้ ACH 30–60 ความต่างของตัวเลขระหว่างสองระดับนี้สะท้อนตรงไปที่ขนาดของเครื่องส่งลมเย็น จำนวนแผ่นกรอง และค่าพลังงานตลอดอายุการใช้งานของอาคาร

ระดับที่สามคือ ISO 6 (Class 1,000) สำหรับการผลิตยาในขั้นปฐมภูมิ และอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ต้องปลอดเชื้อ ซึ่งใช้อัตราการหมุนเวียนอากาศ 60–90 ระดับที่สี่คือ ISO 5 (Class 100) สำหรับการบรรจุยาแบบปลอดเชื้อ (Aseptic Filling) หรือเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งใช้การไหลทิศทางเดียว (Unidirectional Flow) และอัตราการหมุนเวียนอากาศ 240–480 ผู้ผลิตจำนวนไม่น้อยเลือกระดับความสะอาดสูงกว่าที่กระบวนการผลิตต้องการจริง เพราะเข้าใจว่าปลอดภัยกว่า ทั้งที่ผลลัพธ์คือต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นตลอดอายุโรงงานโดยไม่ได้เพิ่มโอกาสผ่านการตรวจประเมิน การกำหนดระดับให้ตรงกับกระบวนการผลิตจึงเป็นการตัดสินใจทางธุรกิจไม่น้อยไปกว่าการตัดสินใจทางวิศวกรรม

กระบวนการทำงานของ Queen Enterprise — ทีมเดียว สัญญาเดียว ความรับผิดชอบเดียว

เรารวมงานผังกระบวนการผลิต (Process Layout) งานออกแบบสถาปัตยกรรม งานวาง HVAC งานทวนสอบระบบ และงานบริหารโครงการเข้าไว้ภายใต้ทีมเดียวและสัญญาเดียว ผู้ผลิตจึงสื่อสารกับทีมเดียวที่รับผิดชอบความสำเร็จของคลีนรูมตั้งแต่ขั้นออกแบบจนผ่านการตรวจประเมิน

ในโครงสร้างของผู้เล่นแบบเดิม ผู้ผลิตต้องประสานงานกับวิศวกรกระบวนการผลิต (Process Engineer) ผู้รับเหมาก่อสร้าง ผู้ติดตั้งระบบ HVAC และผู้ทวนสอบแยกกัน ซึ่งทำให้ไม่มีฝ่ายใดรับผิดชอบผลการทวนสอบในภาพรวม ในทางกลับกัน โครงสร้างของเรากำหนดให้ผู้ก่อตั้งร่วม (Co-founder) มีส่วนร่วมตั้งแต่ขั้นปรึกษาแรก และทีมที่ออกแบบคือทีมเดียวกับที่ก่อสร้างและทวนสอบ ข้อกำหนดที่ตกลงกันในขั้นออกแบบจึงถูกส่งต่อไปถึงขั้นทดสอบ โดยไม่ผ่านการตีความของคู่สัญญารายอื่นระหว่างทาง

“เราไม่ได้รับงานเพื่อสร้างพื้นที่ให้เสร็จ แต่รับผิดชอบให้พื้นที่นั้นพร้อมใช้งานจริง”
— คำมั่นในการทำงาน (Studio Promise) ของ Queen Enterprise

มาตรฐานที่ไม่ประนีประนอม — สร้างเพื่อการใช้งานจริง (Built for Real Use)

ในคลีนรูม มาตรฐานของ Queen Enterprise ครอบคลุมทั้งวัสดุ งานระบบ การทวนสอบ และเอกสาร ข้อแรกคือวัสดุผนังและพื้นมาตรฐานห้องคลีนรูม (Cleanroom) ได้แก่ ผนังแซนด์วิชแพเนลที่ผ่านการทดสอบควัน (Smoke Test) และไม่ปล่อยอนุภาค รวมถึงพื้นอีพ็อกซีและพียูชนิดปรับระดับตัวเอง (Self-Leveling) ไร้รอยต่อ ข้อที่สองคือระบบ HVAC ที่ผ่านการคำนวณตาม ISO Class โดยคำนวณอัตราการหมุนเวียนอากาศ ลำดับความดันระหว่างห้อง และประสิทธิภาพของแผ่นกรองตามมาตรฐาน ISO 14644 และ GMP ซึ่งเป็นตัวเลขที่ต้องพิสูจน์ได้ด้วยผลการวัดจริง ไม่ใช่ด้วยข้อความในเอกสารเสนองาน

ข้อที่สามคือการทวนสอบตามมาตรฐาน IQ/OQ/PQ โดยทุกห้องผ่านการทวนสอบการติดตั้ง (Installation Qualification) การทวนสอบการทำงาน (Operational Qualification) และการทวนสอบสมรรถนะ (Performance Qualification) พร้อมเอกสารที่พร้อมส่งให้ลูกค้า ข้อสุดท้ายคือวัสดุและการสอบกลับของอุปกรณ์ (Equipment Traceability) โดยวัสดุและอุปกรณ์ทุกชิ้นมีเอกสารรับรองที่สอบกลับได้ตลอดห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) เพื่อรองรับการตรวจประเมินของลูกค้าระดับสากล มาตรฐานทั้งสี่ข้อนี้ทำงานร่วมกันเป็นชุดเดียว เพราะห้องที่ผ่านค่าการวัดแต่ไม่มีเอกสารรองรับ ยังไม่ถือว่าผ่านการตรวจประเมินในทางปฏิบัติ

ก่อสร้างห้องคลีนรูม (Cleanroom) พร้อมตรวจวัดฝุ่นละอองและทดสอบรับรองมาตรฐาน | รับทำห้องคลีนรูม – Queen Enterprise | Queen Interior

กรอบการประเมินงบประมาณและกระบวนการเสนอราคา

Queen Enterprise ไม่กำหนดราคามาตรฐานสำหรับโครงการในระดับนี้ เนื่องจากแต่ละโครงการแตกต่างกันในสามปัจจัยที่กำหนดต้นทุนอย่างมีนัยสำคัญ — บริบทของสถานที่ (Site Specificity) วัสดุที่คัดสรร (Curated Materiality) และระดับของฝีมือช่าง (Craftsmanship Tier) การให้ตัวเลขกว้างในบทความจึงไม่สะท้อนความเป็นจริงของโครงการของท่าน

ทีมงานของเราใช้กระบวนการทำงานร่วมกับลูกค้า (Studio Engagement Process) สี่ขั้นเพื่อให้กรอบการลงทุนของแต่ละโครงการตรงกับขอบเขตงานจริง — ขั้นการสำรวจความต้องการและสรุปโจทย์ (Discovery & Brief) ที่ทำความเข้าใจโครงการ ขั้นแนวคิดการออกแบบและกรอบงบประมาณ (Concept & Cost Frame) ที่ให้กรอบงบประมาณ ±10% ขั้นการพัฒนาแบบ (Design Development) ที่ออกใบเสนอราคาที่ผูกพัน และขั้นการบริหารงานก่อสร้าง (Construction Administration) ที่ส่งมอบโครงการพร้อมเอกสารคู่มือ

ลูกค้าที่สนใจในความร่วมมือสามารถเริ่มต้นจากขั้นการพูดคุยเพื่อสำรวจความต้องการ (Discovery Conversation) ที่ไม่มีค่าใช้จ่าย เพื่อให้ Queen Enterprise เข้าใจโครงการในเชิงลึกและประเมินกรอบงบประมาณเบื้องต้นที่แม่นยำสำหรับโครงการของท่านโดยเฉพาะ

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการสร้างห้องคลีนรูม

1. คลีนรูมคืออะไร

คลีนรูมคือห้องที่ควบคุมปริมาณอนุภาคในอากาศให้อยู่ในระดับที่กำหนด พร้อมควบคุมอุณหภูมิ ความชื้น และแรงดันอากาศให้คงที่ หัวใจของห้องไม่ได้อยู่ที่ผนังหรือพื้นผิว แต่อยู่ที่ระบบปรับอากาศที่กรองอากาศผ่านชุดกรองประสิทธิภาพสูงแล้วหมุนเวียนด้วยจำนวนรอบต่อชั่วโมงที่มากพอ ห้องที่สวยแต่มีจำนวนรอบการหมุนเวียนอากาศไม่พอ จะไม่ผ่านการทดสอบรับรองไม่ว่าจะใช้วัสดุดีเพียงใด

2. คลีนรูม Class 100 1000 และ 10000 ต่างกันอย่างไร

ตัวเลขเหล่านี้มาจากระบบมาตรฐานเดิมของสหรัฐอเมริกา โดยหมายถึงจำนวนอนุภาคสูงสุดที่ยอมให้มีในอากาศหนึ่งหน่วยปริมาตร ตัวเลขยิ่งน้อยยิ่งสะอาดและยิ่งมีต้นทุนสูง ความต่างที่แท้จริงระหว่างแต่ละระดับไม่ได้อยู่ที่ผนังห้อง แต่อยู่ที่จำนวนรอบการหมุนเวียนอากาศต่อชั่วโมงและสัดส่วนพื้นที่ของชุดกรองบนฝ้า ซึ่งเป็นตัวกำหนดทั้งขนาดเครื่องและค่าไฟตลอดอายุการใช้งาน

3. Class แบบเดิมเทียบกับ ISO Class อย่างไร

ปัจจุบันมาตรฐานสากลใช้ระบบ ISO ซึ่งเรียกเป็น Class ตัวเลขหลักเดียว โดยตัวเลขยิ่งน้อยยิ่งสะอาด ระบบเดิมกับระบบ ISO เทียบกันได้โดยประมาณเป็นคู่ ๆ และในทางปฏิบัติผู้ประกอบการไทยยังใช้ปะปนกัน ทั้ง 2 ระบบ สิ่งที่ควรทำคือระบุให้ชัดในเอกสารว่าใช้มาตรฐานฉบับใดและวัดที่สภาวะใด เพราะการวัดขณะห้องว่าง ขณะเครื่องทำงาน และขณะมีคนปฏิบัติงาน ให้ผลต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ

4. ควรเลือกคลีนรูมระดับใดสำหรับกิจการของตน

ระดับความสะอาดต้องกำหนดจากข้อกำหนดของผลิตภัณฑ์และมาตรฐานที่ลูกค้าปลายทางเรียก ไม่ใช่จากงบประมาณหรือจากการเทียบกับโรงงานอื่น กิจการอาหารและเครื่องสำอางทั่วไปมักใช้ระดับที่ผ่อนคลายกว่า ขณะที่การผลิตยาและอุปกรณ์การแพทย์ต้องใช้ระดับสูงกว่าและมีข้อกำหนดเพิ่มด้านการทำความสะอาดกับการบันทึกข้อมูล การเลือกระดับสูงเกินจำเป็นทำให้ทั้งต้นทุนก่อสร้างและค่าไฟรายเดือนสูงขึ้นโดยไม่จำเป็น

5. แรงดันอากาศในคลีนรูมสำคัญอย่างไร

แรงดันอากาศเป็นสิ่งที่ป้องกันไม่ให้อากาศสกปรกจากพื้นที่ข้างเคียงไหลเข้าห้อง โดยห้องที่สะอาดกว่าต้องมีแรงดันสูงกว่าห้องที่สะอาดน้อยกว่าเสมอ ยกเว้นกรณีที่ต้องกักสิ่งอันตรายไว้ภายในซึ่งใช้แรงดันกลับด้าน การออกแบบจึงต้องคำนวณลำดับแรงดันของทุกห้องในระบบพร้อมกัน และต้องมีมาตรวัดแรงดันติดตั้งไว้ให้เห็นได้ตลอด เพราะแรงดันที่ผิดลำดับคือสาเหตุอันดับต้นของการปนเปื้อน

6. ห้องเปลี่ยนชุดและห้องส่งของ จำเป็นแค่ไหน

จำเป็นและเป็นส่วนที่มักถูกตัดออกเมื่องบตึง ห้องเปลี่ยนชุดทำหน้าที่ลดอนุภาคที่ติดมากับคนซึ่งเป็นแหล่งปนเปื้อนที่ใหญ่ที่สุดของคลีนรูม จึงต้องออกแบบให้เดินผ่านเป็นลำดับขั้นและแยกฝั่งสะอาดกับฝั่งไม่สะอาดชัดเจน ส่วนช่องส่งของทำหน้าที่ให้วัสดุเข้าออกโดยไม่ต้องเปิดประตูหลัก ห้องที่ไม่มี 2 ส่วนนี้มักผ่านการทดสอบตอนรับงานได้ แต่รักษาระดับความสะอาดไว้ไม่ได้เมื่อใช้งานจริง

7. ผนัง พื้น และฝ้าของคลีนรูมต้องใช้วัสดุแบบไหน

หลักคือทุกพื้นผิวต้องเรียบ ไม่เป็นแหล่งสะสมฝุ่น และทนต่อน้ำยาทำความสะอาดที่ใช้ประจำ ผนังนิยมใช้แผ่นสำเร็จรูปที่มีรอยต่อเรียบเสมอกัน มุมระหว่างผนังกับพื้นและผนังกับฝ้าควรทำเป็นมุมโค้งเพื่อให้ทำความสะอาดได้ทั่วถึง ส่วนพื้นต้องไม่มีรอยต่อที่กักฝุ่นได้ ข้อควรระวังที่สำคัญคือการเดินท่อและสายไฟต้องซ่อนอยู่หลังผนังพร้อมจุดซีลที่แน่นหนา ไม่ใช่เดินลอยในห้อง

8. คลีนรูมต้องผ่านการทดสอบอะไรก่อนรับงาน

อย่างน้อยต้องมีการวัดปริมาณอนุภาคในอากาศให้ผ่านระดับที่กำหนด การวัดปริมาณลมและจำนวนรอบการหมุนเวียนอากาศต่อชั่วโมง การทดสอบการรั่วของชุดกรองที่ตำแหน่งติดตั้ง การวัดลำดับแรงดันระหว่างห้อง และการวัดอุณหภูมิกับความชื้น ผลทดสอบทั้งหมดต้องออกเป็นเอกสารที่ตรวจสอบย้อนกลับได้ เพราะเป็นหลักฐานที่ใช้ตอนขอการรับรองมาตรฐานและตอนลูกค้าปลายทางเข้าตรวจประเมิน

9. คลีนรูมต้องบำรุงรักษาอย่างไร

งานหลักคือการเปลี่ยนชุดกรองตามรอบ การตรวจวัดค่าต่าง ๆ ซ้ำตามระยะเพื่อยืนยันว่าห้องยังอยู่ในระดับที่กำหนด และการตรวจซีลรอบประตูกับรอยต่อผนัง ค่าใช้จ่ายส่วนนี้เป็นต้นทุนประจำที่ต้องรวมไว้ในแผนตั้งแต่ตอนลงทุน เพราะคลีนรูมที่ไม่ได้บำรุงรักษาจะค่อย ๆ หลุดจากระดับที่รับรองไว้โดยไม่มีสัญญาณให้เห็นจากภายนอก จนกว่าจะตรวจพบตอนผลิตภัณฑ์มีปัญหา

10. สร้างคลีนรูมใช้งบประมาณเท่าไร

ต้นทุนกำหนดจากระดับความสะอาดที่ต้องการเป็นหลัก เพราะระดับที่สูงขึ้นหมายถึงเครื่องปรับอากาศที่ใหญ่ขึ้น ชุดกรองที่มากขึ้น และระบบควบคุมที่ซับซ้อนขึ้น ปัจจัยอื่นคือขนาดพื้นที่และความสูงของห้อง จำนวนห้องย่อยกับ Airlock ที่ต้องแยกแรงดัน มาตรฐานที่ต้องผ่านการรับรอง และสภาพอาคารเดิมที่จะติดตั้ง การเปรียบเทียบข้อเสนอควรดูจำนวนรอบการหมุนเวียนอากาศที่แต่ละรายเสนอมา ซึ่งเป็นตัวเลขที่เทียบกันได้จริง

11. สร้างคลีนรูมใช้เวลานานเท่าใด

เวลาหลักอยู่ที่ 3 ช่วง คือ การสรุปสเปกกับระดับความสะอาดร่วมกับฝ่ายผลิตและฝ่ายคุณภาพ การผลิตกับสั่งอุปกรณ์ระบบปรับอากาศและชุดกรองซึ่งบางรายการต้องนำเข้า และการติดตั้งกับการทดสอบรับรอง ช่วงที่มักประเมินสั้นเกินจริงคือการทดสอบรับรอง เพราะหากผลไม่ผ่านต้องแก้ไขแล้วทดสอบซ้ำ การกำหนดสเปกให้ชัดตั้งแต่ต้นจึงเป็นตัวลดความเสี่ยงของกำหนดการมากที่สุด

12. เลือกผู้รับงานก่อสร้างคลีนรูมอย่างไร

ใช้ 4 เกณฑ์ คือ ผู้รับงานออกแบบระบบปรับอากาศและคำนวณจำนวนรอบการหมุนเวียนอากาศเอง หรือรับเฉพาะงานผนังแล้วให้ผู้อื่นทำระบบ เสนอค่าที่วัดได้เป็นตัวเลขในเอกสารหรือเสนอเพียงระดับ Class ลอย ๆ รับผิดชอบการทดสอบรับรองพร้อมออกเอกสารในขอบเขตงานเดียวกันหรือไม่ และมีบริการบำรุงรักษาต่อเนื่องหรือไม่ คลีนรูมคือระบบที่วัดผลได้ด้วยตัวเลข ข้อเสนอที่ไม่มีตัวเลขจึงเทียบกันไม่ได้

ดูรายละเอียดของกระบวนการทำงานร่วมกับลูกค้า (Studio Engagement Process) แบบครบถ้วน — รวมถึงปัจจัยที่กำหนดงบประมาณและเส้นทางสู่เสาหลักด้านการลงทุน (Investment Pillar) — ที่หน้ากระบวนการทำงานร่วมกับลูกค้า

หากท่านสนใจบริการก่อสร้างคลีนรูมของ Queen Enterprise ติดต่อทีมของเราเพื่อนัดหมายการพูดคุยในรูปแบบรักษาความลับ

━━━ ✦ ━━━

ผสานความคิดและโครงสร้างเป็นหนึ่งเดียว · ส่งมอบความสงบเมื่อสมบูรณ์

Concept and Structure Conceived as One · Handed Over in Total Clarity

[ ติดต่อเพื่อปรึกษาแบบรักษาความลับ ]

บทความที่เกี่ยวข้อง (Related Articles)

• บริการก่อสร้างพื้นอุตสาหกรรมและพื้นที่ผลิต

• บริการออกแบบและก่อสร้างโรงงานโดยทีมเดียว

• บริการก่อสร้างห้องเย็น

• บริการต่อเติมโรงงาน

━━━ ✦ ━━━

← กลับสู่บริการทั้งหมด
OUR WORK

ชมผลงานของเรา